เทคโนโลยีไม่ใช่ชีวิต ใช้เวลากับผู้คนบ้างนะครับ…อย่าให้โทรศัพท์มือถือใช้เวลาของเราทั้งหมด

ถ้าคุณเคยอ่านบทความนี้มาก่อน ลองอ่านซ้ำอีกครั้งนะครับ คุณลืมไปแล้วก็ได้ และลูกๆอาจจะพูดกับคุณในลักษณะนี้สักวันนึง คุณจะได้มีคำตอบให้พวกเขา
……………………………

ผมต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงกับพ่อที่ธนาคาร เพียงเพราะแกต้องการมาโอนเงิน ผมทนไม่ไหวแล้ว เลยถามออกไปว่า

“พ่อ…ทำไมเราไม่ทำธุรกรรมผ่าน e-banking ล่ะครับ?”

พ่อตอบ “ทำไมถึงต้องทำยังงั้นล่ะ”

ผมตอบไปว่า เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเป็นชั่วโมง เพียงเพื่อการโอนเงิน

พ่อยังสามารถซื้อของออนไลน์ได้ด้วย….ทุกอย่างมันจะง่ายไปหมด

ผมกระตือรือร้นที่จะโน้มน้าวให้พ่อเข้าสู่โลกของ e-banking

พ่อกลับถามว่า “งั้นพ่อก็ไม่ต้องก้าวเท้าออกจากตัวบ้านเลยสิ?”

ใช่ๆ…ผมบอกพ่อว่าเดี๋ยวนี้ของใช้ต่างๆ อาทิ ของชำยังส่งมาถึงประตูบ้านได้แล้วเลย อเมซอนจัดส่งทุกอย่างเลย

แต่คำตอบของพ่อทำเอาผมอึ้งไปเลย (ทำเอาลิ้นผมแข็งไปเลย)

พ่อพูดว่า “ตั้งแต่พ่อย่างเข้ามาในธนาคารวันนี้ พ่อได้พบเพื่อนตั้ง 4 คน…ได้พูดคุยกับพนักงานธนาคารซึ่งคุ้นเคยกับพ่อเป็นอย่างดี”

“ลูกก็รู้ว่าพ่ออยู่คนเดียว นี่เป็นการมีสัมพันธ์กับผู้คนที่พ่อต้องการ พ่อชอบที่จะทำตัวเองให้พร้อมมาที่ธนาคาร จะได้มีเวลามากพอ…มันเป็นการสัมพันธ์กันทางกายสัมผัสที่พ่อสรรค์สร้างขึ้นมา”

“เมื่อ 2 ปีก่อนที่พ่อล้มป่วย…พ่อค้าผลไม้ที่พ่อซื้อเค้าประจำมาเยี่ยม และนั่งข้างๆเตียง แล้วก็ร้องไห้”

“ตอนแม่แกหกล้มเมื่อ 2-3 วันก่อน ในขณะที่ออกไปเดินเล่นตอนเช้า พ่อค้าร้านขายของชำเจอเข้า เลยรีบพาแม่แกขึ้นรถมาส่งที่บ้าน เพราะเค้ารู้ว่าพ่อพักอยู่ที่ไหน”

“พ่อจะมีสัมพันธ์กับผู้คนทางกายสัมผัสแบบนี้มั้ย ถ้าทุกอย่างเป็นออนไลน์ไปหมด”

“ทำไมพ่อถึงต้องให้ของทุกอย่างจัดส่งมาให้ และยังบังคับให้พูดคุยกับเจ้าคอมพิวเตอร์เท่านั้น”

“พ่อชอบที่จะรู้จักผู้คนที่พ่อติดต่อด้วย ไม่ใช่เพียงแค่ในฐานะเซลล์แมน….แต่มันได้ก่อเกิดความผูกพันและสัมพันธภาพ”

“เจ้าอเมซอนที่ลูกว่า มันสามารถจัดส่ง 2 สิ่งนี้ได้ด้วยมั้ย?… ความผูกพัน กับ สัมพันธภาพ น่ะ”

เทคโนโลยีไม่ใช่ชีวิต ใช้เวลากับผู้คนบ้างนะครับ…อย่าให้โทรศัพท์มือถือใช้เวลาของเราทั้งหมด

จริงอยู่.. คุณอาจจะอ่านบทความนี้จากมือถือ แต่คุณตระหนักแล้วนะว่า มันไม่อาจให้ชีวิตชีวา และรสสัมผัสได้ หันไปหาคนใกล้ตัวคุณตอนนี้เลยครับ

โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ