อยากให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้อ่าน


อยากให้ผู้เป็นพ่อแม่ได้อ่าน

อ่านแล้ว.. ค่อยให้ลูก (หรือถ้าไม่มีลูกก็ให้หลาน)
อ่านต่อ และส่ง
ให้คนที่คุณรักอ่านต่อนะครับ

วนิดาผู้บริหารระดับสูง
ถามกิตติว่า …

“พี่สังเกตว่าคุณไม่เคย
ปิดมือถือเลย
แม้กระทั่งเวลาประชุมฯ
แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัว
ออกไปจากที่ประชุม
กลางคันเพื่อรับโทรศัพท์

พี่อยากรู้ว่า
เป็นโทรศัพท์ของใครหรือ ทำไมมันสำคัญขนาดรอ
จนจบประชุมไม่ได้
พี่เห็นเป็นประจำเลยนะ”

กิตติมีท่าทีอึดอัด
เขาตอบว่า
“ไม่มีอะไรหรอกครับ
เรื่องส่วนตัวนะครับ
ผมขอโทษ”

วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี
แล้วพูดต่อ
“กิตติ เราทำงานด้วยกัน
มาพอสมควร
คิดว่าพี่เป็นพี่สาวของคุณ
ก็ละกัน
มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังซิคะ เผื่อว่าพี่อาจจะแนะนำ
อะไรให้ได้บ้าง”

วนิดาเลือกใช้แนวทาง
พี่น้อง แทนที่เธอ
จะตำหนิเขาโดยตรง
ในเรื่องพฤติกรรม
ที่ไม่เหมาะสม
ในที่ประชุมแบบเจ้านาย
กับลูกน้อง

วิธีนี้ได้ผล!
กิตติสารภาพออกมา
แบบกระอักกระอ่วน

“ก็…คือว่า…
พี่อย่าโกรธผมนะครับ
มันเป็นโทรศัพท์มาจาก
ลูกสาวผมเอง

เธอเพิ่งไปเรียนไฮสคูล
ที่ออสเตรเลีย
เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

โรงเรียน
ที่ลูกสาวผมเรียนนี้
ค่อนข้างจะเข้มงวด
แถมมีการบ้านจมเลย

ตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ ผมช่วยติวและทำการบ้าน
ร่วมกับเธอบ่อยๆ เธอคือดวงใจของผมเลยครับ

ผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่น
ติดขัดเรื่องการบ้าน
ละก็โทรมาหาผมได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด
ผมจะคอยช่วยเหลือเธอ ผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว

ตอนค่ำเมื่อกลับบ้าน ผมก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้าน แล้วก็แฟ็กซ์ส่งไป
เรื่องคณิตศาสตร์บ้าง
ภาษาอังกฤษบ้าง
ผมอยากให้เธอ
ประสบความสำเร็จ
ผมต้องขอโทษที่
บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง”

วนิดาแสดงความเห็นใจ
“พี่เองก็มีลูกสาว
เรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา พี่เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรี
แล้วไปต่อโทเลย
จึงไม่มีประสบการณ์
ในการทำงาน

ดังนั้นพอทำกรณีศึกษา ก็มักจะไม่ทันเพื่อนเขา
หรือไม่เข้าใจ
แถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีก พี่เลยต้องช่วยทำเคส
แล้วก็อีเมล์ไปให้เธอ
แต่ว่าตอนนี้พี่หยุดช่วยเธอ
แบบนั้นแล้วล่ะค่ะ”

กิตติถาม
ด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมล่ะครับ
พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ ..
หรือว่าพี่เห็นว่างาน
มีความสำคัญกว่าครอบครัวครับ”

วนิดาตอบพร้อมกับยิ้มว่า
“พี่ยังรักลูก
และเห็นคุณค่าของ
ครอบครัวและงาน
เหมือนเดิม

พี่โชคดีที่มีเพื่อน
ชาวอเมริกันคนหนึ่ง
เขาสังเกตเห็นวิธี
ที่พี่ช่วยลูกสาว
เขาเลยให้หนังสือเล่มหนึ่ง
ชื่อ ‘The Power of Failure’
โดย Charles C. Manz และมีการแปลเป็นไทย
ในชื่อ ‘วิกฤติคือโอกาส’
โดยพสุมดี กุลมา
เรียบเรียงโดย นราธิป นัยนา

พี่จะเล่าให้เธอฟัง…
มีชายคนหนึ่ง
นั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรน
จะออกจากรังไหม

เจ้าผีเสื้อดิ้นรนไปซักพัก จนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาด
เป็นรูเล็กๆ

ชายคนนั้น
มองด้วยความสนใจ
เจ้าผีเสื้อดูเหมือน
จะหยุดไป

ที่จริงผีเสื้อมันพัก
เพื่อที่จะดิ้นรนต่อไป
แต่ว่าชายคนนั้น
คิดไปเองว่าผีเสื้อ
คงติดใยรังไหม
ไม่สามารถจะออกมา
ได้ด้วยตนเอง

ด้วยความหวังดี
เขาจึงนำกรรไกร
มาตัดใยรังไหม
ให้รูมันขยายใหญ่ขึ้น

เจ้าผีเสื้อ
เห็นรูขยายใหญ่ขึ้น
มันก็คลานต้วมเตี้ยม
ออกมา

แต่เขาสังเกตว่า
ตัวมันมีขนาดเล็ก
กว่าปกติ ปีกเหี่ยวย่น
แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อ
ก็มีลักษณะบวมผิดปกติ

กลายเป็นว่า
ในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรน
ออกแรงตะเกียกตะกาย เพื่อพยายามจะดันตัวมัน
ออกจากรังไหมนั้น

เป็นกระบวนการ
ธรรมชาติที่จะกระตุ้น
ให้ของเหลวชนิดหนึ่ง
ที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อ
เคลื่อนที่มาสู่ปีก
เพื่อทำให้ปีกแข็งแรง
เพียงพอจะบินได้

ด้วยความปรารถนาดี
ของชายคนนั้น
ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงเหี่ยวย่น
ไม่แข็งแรงเพียงพอจะบินได้

แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ
เพราะของเหลว
ที่ควรจะอยู่ที่ปีก
ดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว
เจ้าผีเสื้อตัวนี้อ
ออกจากใยมาได้
ด้วยความสบาย
แต่ต้องพิกลพิการ
และบินไม่ได้
ไปชั่วชีวิตของมัน…

อุปสรรคและ
ความล้มเหลว
ในชีวิตของคน
ก็คล้ายๆ กันกับ
สิ่งที่เจ้าผีเสื้อเผชิญ
ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้
ความก้าวหน้าในชีวิต
การพัฒนาทักษะ
ความกล้าหาญ
ความมุ่งมั่น
ล้วนแล้วแต่น่าสงสาร
และน่าเห็นใจ

แต่จะได้คุณค่ามา
ก็ด้วยการล้มเหลว
อย่างถูกวิธี
เราคาดหวังว่า
จะประสบความสำเร็จ
ในชีวิต
โดยไม่มีความล้มเหลวนั้น
เป็นไปไม่ได้

เมื่อเราเผชิญอุปสรรค
แล้วเราหลีกเลี่ยง
ที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน
เท่ากับว่าเรา
กำลังเสียโอกาสสำคัญ
ในการเรียนรู้บทเรียน
ที่จำเป็นอย่างยิ่ง
ต่อความสำเร็จในชีวิต
ของคน

กิตติฟังด้วยความสนใจ
“โอ้โฮ
เรื่องนี้จุดประกาย
น่าดูครับ
แต่ผมกลัวว่าลูกผม
จะเกลียดผมนะซีครับ”

วนิดาเสริมต่อ
“มีคำพูดที่ว่า
‘No pain No gain’
ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้”

ที่จริงพวกเรานะผิดเอง
ที่ป้อนลูกๆ เรามากไป
สำหรับกรณีของพี่
พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจ ด้วยการเล่าเรื่องนี้แหละ

หลังจากนั้น
พี่ก็ขอโทษสำหรับ
การให้ความช่วยเหลือลูก
แบบผิดๆในอดีต

ลูกๆของเราเขาฉลาดพอ จะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้นะ…

กิตติ
คุณลองมองไปรอบๆ
ตัวเราสิ
เรามีพนักงานที่มีความรู้
มาจากครอบครัว
ที่มีฐานะ

หลายคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทน
ต่อปัญหาและอุปสรรค
คนที่ควรถูกตำหนิ
คือ พ่อแม่ของเขา

คุณอยากถูกคนอื่น
เขาต่อว่าแบบนี้
ในอนาคตไหมล่ะ
แถมลูกๆ
ของเรายังอ่อนแอ
ไม่สามารถจะฟันฝ่า
ปัญหาอุปสรรคได้

คุณมีสิทธิ์เลือกนะ…
อยากให้ลูกโตขึ้น
เป็นตัวของตัวเขาเอง
พึ่งตัวเองได้ หรือ
จะให้พึ่งเราไปตลอดชีวิต..

Cr.นักจิตวิทยาไทย

โปรดแสดงความเห็นด้วยความสุภาพ